พระรอดหลวงครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน


พระรอดหลวงครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน 
ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีจริยาวัตรอันงดงาม และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่ง ที่มีศรัทธาญาติโยมมาเคารพสักการบูชา อยู่มิขาดได้ทุกวันโดยมีศรัทธาญาติโยมจากต่างตำบล ต่างอำเภอ ต่างจังหวัดเดินทางมาขอพรและประพรมน้ำพระพุทธมนต์มิได้ขาด หลวงปู่ครูบาดวงดี ยติโก นับเป็นพระผู้มีอริยะคุณอันยอดเยี่ยมยิ่งที่หาได้ยากยิ่งแล้วในปัจจุบัน

พระรอดหลวงครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน อ.หางดง เชียงใหม่ 3 ดี แจกกรรมการ หายากแล้วครับไม่ค่อยเจอง่ายๆนอกจากสายตรงจริงๆ   สร้างปี2530ก่อนเหรียญรุ่นแรกหลายปี(เหรียญรุ่นแรกปี40)พุทธคุณเยี่ยม  เก็บก่อนแพงครับ ตอนนี้ราคายังไม่แรงมากครับ







ปิดตา หลวงพ่อประสิทธิ์



















พระบางรูปกล่าวว่า ลองไปกราบหลวงพ่อประสิทธิ์ดูแล้วจะคิดเหมือนเราว่าท่านเป็นพระอรหันต์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาท่านไม่เคยตำหนิหรือกล่าวว่าผู้ใดเลย สมดังที่หลวงปู่ดู่ว่า คนดีเขาไม่ตีใคร
ผู้มักน้อยสมควรแก่สมณะธรรม
เคยมีบริษัทเคื่องดื่มมึนเมาบริษัทหนึ่งเข้าไปกราบท่านแล้วถวายเช็ค สิบล้านบาท เข้าไปถวายเพราะศรัทธาจริงๆ แต่พอหลวงพ่อรับเช็คดูยอดเงินท่านก็ยื่นเช็คคืนพร้อม กล่าวว่า ตอนนี้วัดไม่มีอะไรต้องใช้ และก็ไม่เอาจริงๆ
ฝนมิต้องกาย เมื่อครั้งหลวงพ่อท่านเดินธุดงค์ไปภาคตะวันออก ท่านได้ไปปักกลดอยู่หาดบางแสน ผูกกลดใต้ต้นมะพร้าว คืนนั้นไม่ทราบพายุฝนมาจากไหนพัดกระหน่ำหาดบางแสน ลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสก็รีบมาดูหลวงพ่อกลัวหลวงพ่อลำบาก แต่พอเข้าใกล้กลดท่านก็ต้องตกใจรอบกลดท่านมีแสงสว่างเรืองออกมา ห่างจากกลดราว1วา ทรายทุกเม็ดยังแห้งสนิทลมที่พัดอย่างรุนแรงมิได้โยกคลอนกลดท่าน หลวงพ่อยังคงนั่งสมาธิสงบอยู่เหมือนมิได้รับรู้กับพายุที่กระหน่ำแรงพอจะพัดทุกอย่างลงสู่ทะเล

พระปิดตา ฝังตะกรุด(รุ่นดวงวิสาขฤกษ์)อุดมโชค หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ จ.เชียงใหม่ อธิฐานจิต มวลสารเข้มขลัง โรยอัฐิหลวงปู่ชอบ สร้างปี2549.







ครูบาเจ้า ศรีวิชัย วัดบ้านปาง ตนบุญแห่งล้านนาไทย


ครูบาเจ้าศรีวิชัย เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ ที่บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในขณะเกิดปรากฎว่าฝนตกหนักฟ้าร้องดังกึกก้องตลอดเวลา บิดาและมารดาจึงตั้งชื่อว่า”อินทะเฟือน” ซึ่งแปลว่า “ฟ้าร้อง” เมื่ออายุได้ ๑๘ ปีได้บวชเณรตั้งแต่ยังเล็กได้บุญยิ่งกว่าบวชพระ เพราะเด็กยังมีความบริสุทธิ์อยู่ต่อมาจึงได้อุปสมบทเป็นพระ”ศรีวิชัย”ได้ศึกษาเล่าเรียนทางวิปัสสนาจนมีความ
รู้แตกฉานเป็นที่เคารพของชาวเมืองทั่วไปจนพากันเรียกว่า”ครูบา”ซึ่งหมายถึงพระภิกษุอาวุโส ตลอดชีวิตของครูบาศรีวิชัยได้บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมากเป็นที่ศรัทธาของ
สานุศิษย์ เพียงออกปากก็ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือเป็นอย่างดีเช่นการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพการบูรณะ
วัดสวนดอก บูรณะวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นต้นครูบาศรีวิชัย ถึงมรณภาพลงเมื่อวนัที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่วัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน อายุ ๖๐ ปีเศษพรรษได้ ๔๐ พรรษา.

อภินิหารและแรงศรัทธาแด่ ครูบาเจ้า ตนบุญแห่งล้านนา
ครูบาเจ้าศรีวิชัย ตามคำบอกเล่าจากพ่ออุ้ย แม่อุ้ย ท่านบอกว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นผู้หยังรู้ดินฟ้า รูปเหตุการณ์ล่วงหน้า ย่อฟ้า ย่อแผ่นดินได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งครูบาเจ้า ท่านสร้างทางอยู่ดอยสุเทพ เจ้าบ้านต่างเร่งเข้าไปกราบไหว้ มีแม่อุ้ย พ่ออุ้ยได้เด็ดดอกไม้ ดอกเข็มและดอกต่างจากหน้าบ้านคนอื่นมาไหว้ครูบาเจ้า พอครูบานั่งทางในก็ได้บอกแก่พ่ออุ้ย แม่อุ้ยว่า มันไม่ดี เอาดอกไม้ ของคนอื่นมา สร้างความอัศจรรย์ แก่ผู้ฟังและ 2 ตายายอย่างมากว่ารู้ได้อย่างไร
มีอยู่อีกครั้งเมื่อ คณะศรัทธาขึ้นดอยสุเทพ แล้วสมัยก่อนการเชิญครูบาจะนั่ง แคร่ แบกหามไป เนื่องจากทางไกลการแบกหามจึงเป็นเรื่องลำบาก ครูบาเจ้าจึงกล่าว แก่ผู้คนที่เดินและ หามแคร่ ว่า ให้คณะเดินไปก่อน แล้วครูบาจะตามไป เมื่อคณะศรัทธาได้เดินมาถึงยอดดอยสุเทพ อย่างเหนื่อยอ่อน ก็ต้องตลึงเมื่อเห็นครูบาเจ้า นั่งวิปัสนาและได้นั่งรอบนยอดดอยก่อนแล้ว จนเป็นที่ งุ่นงง และอัศจรรย์ใจอีกครั้งแก่บรรดาลูกศิทย์ทั้งหลายในเวลานั้น สาธุ สาธุ


อีกเรื่องราวปาฏิหารย์เกี่ยวกับครูบาศรีวิชัย ในงานนิทรรศการพระบรมธาตุที่จัดร่วมกับวัดสวนดอก ได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีพระเครื่องและเกศาของครูบาศรีวิชัย ได้กรุณานำวัตถุมงคลทั้งหลายเหล่านี้มาให้ประชาชนได้รวมสักการะด้วยในวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547 ณ วิหารหลวงวัดสวนดอก พวกเราจึงได้เห็นเกศาของครูบาศรีวิชัยเป็นครั้งแรกที่นี่
ในวันนั้น ท่านอาจารย์ผู้นี้ได้แบ่งเส้นเกศาของครูบาศรีวิชัยจำนวน 3 เส้น ให้กับท่านผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในจ.เชียงใหม่ และ ท่านได้กรุณาให้ทางชมรมฯ ถ่ายภาพไว้ในเย็นวันนั้นด้วย
ต่อมาในวันที่ 3 มกราคม 2548 ท่านที่ได้รับแบ่งเส้นเกศาครูบาศรีวิชัยท่านนี้ คิดว่าอยากจะแบ่งเส้นเกศาไว้ให้กับทางชมรมฯเพื่อให้ประชาชนสามารถมาสักการะได้อย่างใกล้ชิดในการจัดงานนิทรรศการพระธาตุครั้งต่างๆ แต่ใจของท่านนั้นก็คิดว่า จะแบ่งอย่างไรดีให้ได้เท่าๆกัน เพราะมีอยู่ 2 เส้น แต่เมื่อนำมาให้แบ่งจริงๆก็พบว่า ปรากฎมีเส้นเกศาอยู่ในผอบนั้น 4 เส้น ทั้งๆที่ท่านไม่ได้เปิดผอบอีกเลยหลังจากที่ให้ทางชมรมฯได้ถ่ายรูปในเย็นวันที่ 26 ธ.ค.47 สร้างความประหลาดใจให้กับคุณปราโมช รองประธานชมรมฯเป็นอย่างมาก แต่เหตุการณ์นี้มีประจักษ์พยานอยู่หลายคน ในที่สุด ทางชมรมฯจึงได้รับแบ่งเส้นเกศามาจำนวน 2 เส้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเชื่อว่า เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องราวปาฎิหารย์อย่างหนึ่งของเส้นเกศาครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาก็เป็นได้

ครูบา ดวงดี ยติโก วัดบ้านฟ่อน



ครูบาเจ้าดวงดี ยติโก วัดบ้านฟ่อน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ (อายุ 100 ปี) ซึ่งโดยส่วนตัวชื่นชมท่านอย่างยิ่งว่า เหมือนกับเอาตบะเดชะอำนาจอันยิ่งของครูบาอิน วัดฟ้าหลั่งกับความเยือกเย็นสงบสันติของครูบาบุญปั๋น วัดร้องขุ้มมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน(ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋นในหนึ่งเดียว)

"พระครูบาสายเหนือซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และมีพลังจิตที่เย็น ใกล้เคียงกับครูบาเจ้าบุญปั๋น วัดร้องขุ้ม(ซึ่งเป็นพระอรหันต์เจ้าผู้ขึ้นชื่อลือชาในความเย็นยะเยียบจับจิตจับใจที่สุดองค์หนึ่งแห่งยุค)มากที่สุด ก็เห็นจะมีแต่ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อนนี่แหละ.

ครูบาเจ้าเทือง นาถสีโล วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน แม่แตง เชียงใหม่
       "ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อนนี้ ท่านเก่งจริง และยังเปิดคือแสดงให้ดู(โดยตาใน)ได้ด้วย ตอนนั้นเคยเอานรสิงห์แบบพม่าไปให้ท่านเสก ครูบาดวงดีท่านเสกให้ปรากฏออกมาเป็นตัวเป็นตนได้เลย ในขณะที่พระองค์อื่นๆบางองค์ท่านปิด หากใช้ตาในไปส่องดูท่านทำท่านเสก อาจจะโดนดี โดนอัดโดยกระแทก(ด้วยจิต)ออกมาให้ถึงกับเดี้ยง ถึงกับเสียศูนย์ หาทางกลับบ้านไม่ถูกเลยก็ได้..!

ในคราวเดียวกันนี้ ได้มี"คนตาดี"ซึ่งเป็นนักปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพงและศิษย์พระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณีจากจ.นครปฐมติดตามไปด้วย พบว่า
"ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อนเก่งมากๆ ได้ทั้งจิตและวิชชาครบถ้วน อำนาจจิตแรงกล้าสูสีกับครูบาอิน วัดฟ้าหลั่งเลยทีเดียว โดยจิตครูบาอินจะหวือหวา ออกไปในทางอิทธิฤทธิ์มากกว่า แต่ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อนจะเย็นกว่า(ถึงบอกแล้วว่า ครูบาบ้านฟ่อนเป็นการรวมคุณพิเศษของครูบาอินและครูบาบุญปั๋นที่ครูบาเทืองรับรองว่า"เย็นที่สุด ไม่มีใดเทียม"ไว้เป็นหนึ่งเดียวอย่างน่าชื่นชมที่สุด) ซึ่งป๊า(พระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม)ยังยกย่องว่า พระเก่งสุดยอดในยุคนี้ ภาคใต้ก็ต้องเป็นหลวงปู่สุภา วัดสีลสุภาราม ภาคเหนือก็ต้องยกให้ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน.
วัตถุมงคลของท่าน มีดังนี้ 
1. พระรอดหลวงครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน 
2.ล็อคเก็ต ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน อุ้มบาท รุ่นแรก ฉาบทอง.
3.ควายธนู ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน



หลวงปู่แหวน สุจินโน วัดแม่ปั้ง

 วัตถุมงคลที่ดังที่สุด ของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือน หลวงปู่ที่ดังที่สุด คือ เหรียญ เราสู้ เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่สงบกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นทางด้านชายแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ในปี ๒๕๒๐ มีทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เป็นจำนวนมากไปขอพึ่งอาศัยบารมีหลวงปู่ อยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากหลวงปู่ไว้คุ้มครองป้องกันตัวและเป็นสิริมงคล ทางวัดดอยแม่ปั๋งขาดปัจจัยทั้งพ้นวิสัยที่จะจัดให้ทั่วถึงได้ พระอาจารย์หนู สุจิตโต เจ้าอาวาสและนายกสมาคมสัมพันธวงศ์สมัยนั้น ร่วมกับวัดสัมพันธวงศ์ตกลงอนุญาตหลวงปู่สร้างเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อแจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ และพ่อค้าประชาชน โดยอ้างเหตุผลและความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติบ้านเมือง หลวงปู่ไม่ขัดข้องยินดีอนุญาตให้ดำเนินการได้ คณะกรรมการได้มอบให้เป็นภาระของพระครูวิบูลศีลวงศ์ เป็นผู้ออกแบบจัดสร้างเหรียญ และให้พระครูปลัดเมธาวัฒน์ ควบคุมการจัดพิมพ์ มอบให้อาจารย์ปลั่ง ชื่นกลิ่นธูปเป็นเจ้าพิธีการเชิญพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้ศรัทธาในหลวงปู่แหวน เป็นประธานฝ่ายฆราวาสประกอบพิธีแผ่เมตตาเหรียญแบบเราสู้ กระทำพิธีแผ่เมตตาอธิฐานจิตที่วิหารวัดดอยแม่ปั๋ง วันศุกร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๐เมื่อได้เวลา ๒๐.๐๐ น. นิมนต์เจ้าพระคุณหลวงปู่แหวน มายังวิหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เป็นประทานจุดเทียนชัย พระสงฆ์ ๒๑ รูป เจริญพระพุทธมนต์ เวลา ๒๑.๔๐น. เจ้าหน้าที่พิธีสงฆ์ได้อาราธนาพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์เพื่อประกอบพิธีแผ่พลังจิตอธิฐานภาวนา เป็นเวลา ๑๒ นาที ในขณะนั้นพระสงฆ์ทั้งปวงได้นั่งสมาธิภาวนาส่งกระแสจิตอธิฐานร่วมในการประกอบพิธีครั้งนี้ด้วย เสร็จแล้ว หลวงปู่ออกจากสมาธินั่งปรกแล้ว ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เหรียญ เราสู้ วัตถุมงคล มีนักข่าว หนังสือพิมพ์ที่เชิญไปร่วมพิธี ได้รับแจกไปทั้งเหรียญและรูปเหมือนหลวงปู่ ขณะนั้นกำลังมีการปะทะต่อสู้กัน ทางชายแดนด้านอรัญประเทศ ปราจีนบุรี นักข่าวและทหารที่ได้รับเหรียญเราสู้ไปเวลานั้น ได้ต่อสู้ผจญภัยในสนามรบอย่างโชกโชนตลอดคืน และปลอดภัยรอดตายมาได้ทุกคน เพราะมีเหรียญเราสู้ประจำตัวอยู่ทุกคน จึงทำให้เหรียญเราสู้โด่งดังไปทั่วทุกหนทุกแห่งมีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย อยากได้ พากันหลั่งไหลมาขอที่วัดสัมพันธวงศ์บ้าง ที่วัดดอยแม่ปั๋งบ้าง จนเหรียญไม่พอแจกให้แก่ผู้ต้องการอยากได้ จำนวนเหรียญเราสู้ที่สร้าง เนื้อโลหะรมดำ ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองคำ ๑๐๑ เหรียญ เนื้อเงิน ๑๙๐ เหรียญ วัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญ เราสู้ ๑.เพื่อแจกจ่ายแก่ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ พลเรือน และที่ปฎิบัติหน้าที่ตามชายแดนทุกแห่ง ๒.เพื่อให้คนในชาติไทย ได้สมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ๓.เพื่อเป็นวัตถุที่ระลึกไว้สักการบูชายึดเหนี่ยวน้ำใจคนในชาติ ให้คงความเป็นเอกราช รักษาชาติไทยไว้ ๔.เพื่อเป็นเครื่องดลจิตดลใจให้ผู้มีเหรียญนี้ ตื่นอยู่ทุกขณะ ให้สมกับคำว่า เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ ทุกข้อความอ้างอิงจาก หนังสือ สิจุณโณ อนุสรณ์ จัดทำโดย มูลนิธิ สุจิณโณ อนุสรณ์ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๐

เหรียญในตำนาน ครูบาสุรินทร์ วัดศรีเตี้ย ลำพูน



ครูบาสุรินทร์นับได้ว่าเป็นผู้แตกฉานในพระเวทย์วิทยาคุณอย่างเอกอุ เครื่องมงคลที่ท่านสร้างขึ้นนั้นล้วนแต่มีอภินิหารแก่ผู้นำไปบูชาอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น...เหรียญ ตะกรุด ผ้ายันต์ แต่ที่ถือเป็นสุดยอดของท่านคือ...น้ำมันงาดำ
น้ำมันงาดำของหลวงปู่ครูบาสุรินทร์นั้น ท่านได้เล่าเรียนมาจากองค์อาจารย์คือ ท่านครูบาถาวรเถระ ผู้เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงศรีเตี้ย อันน้ำมันงาดำนี้หากสร้างได้ถูกต้องตามตำรา จะมีอิทธิฤทธิ์นานัปการอย่างที่เรียกว่าฝอยท่วมหลังช้างทีเดียว ใช้ได้ทั้งอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม แคล้วคลาด ค้าขายดี ทากันและแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ฟกช้ำดำเขียว กระดูกแตกหักก็ทาเพื่อต่อได้ มีบาดแผลแล้วทาก็จะสมานติดกันในเวลาอันรวดเร็ว ผีเข้าเจ้าสิงก็ป้ายเข้าไปผีจะรีบหลีกลี้ในทันใด เป็นโรคกระเพาะให้กลืนกินเข้าไปจะรักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ได้อย่างวิเศษ ฯลฯ และเหนืออื่นใด คือ...เดือดได้ !
เดือดได้จริง ๆ เมื่อผู้ครอบครองนำไปเก็บรักษาไว้ ยังที่สูงในตำแหน่งอันสมควร เช่น บนหัวนอน แล้วมีการสวดมนต์ไหว้พระเป็นนิจสิน หากมีภัยถึงตัวหรือจะเกิดอันตรายจาก มนุษย์ อมนุษย์ ภัยธรรมชาติ ภัยจากสัตว์ร้าย แม้แต่อันตรายจากโรคภัยไข้เจ็บในตัว น้ำมันงามหาวิเศษนี้ก็จะเกิดอาการเดือด เป็นฟองขึ้นในขวดได้เองอย่างมหัศจรรย์ที่สุด เดือดปุด ๆ ให้เห็นก็มี เป็นฟองขึ้นเองอย่างฟองสบู่ก็มี มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่คน หากไม่ว่าจะเป็นอย่างใดนั้นก็คือให้เตรียมรับมือจงหนัก.
คุณทวี เย็นฉ่ำ หรือ เจดีย์ทอง นักเขียนชื่อดังได้เคยเล่าถึงวาระหนึ่งที่เดินทางไปกราบศพครูบาพรหมา พรหมจักโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ตอนขากลับได้แวะไปนมัสการครูบาสุรินทร์ สุรินโท ถึงวัดหลวงศรีเตี้ย ซึ่งขณะนั้นครูบาสุรินทร์กำลังจะประกอบพิธีหุงน้ำมันงาดำอยู่พอดี
ในวันงานนั้นมีพระเถรานุเถระมาร่วมพุทธาภิเษกมิใช่น้อย ที่แน่ ๆ ก็มี ครูบาหล้า จันโทภาโส วัดป่าตึง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ครูบาธรรมชัย ธัมมชโย วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน เป็นต้น
โดยพระเถระนั่งปรกอยู่ในวิหารหลวง มีการตั้งราชวัติ ฉัตร ธง โยงสายสิญจน์ลงมาอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ภายนอกวิหารตั้งกระทะใบบัวขนาดใหญ่ถึง 9 ใบ ทุกใบกำลังเคี่ยวน้ำมันงาดำควันโขมง และรอบบริเวณก็ตั้งราชวัติ ฉัตร ธง เช่นเดียวกัน กั้นสายสิญจน์เป็นปริมณฑลห้ามสตรีเพศเข้าโดยเด็ดขาด
เป็นที่น่าสังเกตว่ามีธรรมาสน์หนึ่งปูเบาะและผ้ารองนั่งไว้เป็นอย่างดี มีพานวางสายสิญจน์โยงออกมาอย่างเรียบร้อย และตั้งอยู่ในตำแหน่งประธาน คะเนว่าน่าจะจัดเตรียมไว้ให้พระเถระผู้ใหญ่ หากเริ่มพิธีไปโขแล้วก็ยังไม่เห็นมีใครมา
ไม่นานใครหลายคนก็เริ่มสังเกตโดยเฉพาะพวกมีกล้อง ว่ายกกล้องประทับเล็งไปธรรมาสน์นั้นคราวใด มักได้เห็นเงาคนนั่งอยู่บนนั้นบ่อยครั้ง ต่อมาเมื่อเพ่งหนักเข้าคราวนี้ก็เห็นกันด้วยตาเปล่าหลายคนทีเดียว
เงาดำดังกล่าวมีลักษณะที่ชัดเจนว่าศีรษะโล้น ห่มและพาดผ้าอย่างสังฆาฏิ รูปร่างเป็นคนท่าทางอ้วนใหญ่ไม่น้อย จากลักษณะที่พบเดาได้ว่าน่าจะเป็นพระมากกว่าโยม ทุกคนที่เห็นเก็บความอัศจรรย์ใจไว้ไม่อยู่เล่าขานกันปากต่อปากอย่างรวดเร็ว
ขณะที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้นก็เกิดเหตุประหลาดที่นอกวิหารกระทะน้ำมันงาดำทั้ง 9 ใบ ค่อย ๆ ทยอยระเบิดทีละใบ... ทีละใบ... สร้างความแตกตื่นและฉงนใจให้พระภิกษุและประชาชนที่มาร่วมพิธีเป็นอย่างยิ่ง กระทะระเบิดไปเรื่อยจนเหลือใบสุดท้าย ทุกคนที่ลุ้นตัวโก่งก็โล่งใจเพราะเหตุประหลาดยุติลงแต่เพียงแค่นั้น กระทะใบสุดท้ายยังอยู่ดีและดำเนินการเคี่ยว พร้อมปลุกเสกไปได้ตลอดรอดฝั่งจนจบพิธีโดยสมบูรณ์
เหตุการณ์ทั้งหมดสร้างความอัศจรรย์และเสียงวิจารณ์อยู่ไม่น้อย ใครหลายคนอดสงสัยไม่ได้จึงกรูเกรียวกันเข้าไป กราบเรียนถามหลวงปู่ครูบาสุรินทร์ว่าเงาดำที่เห็นคืออะไร และทำไมกระทะจึงระเบิดได้
หลวงปู่ท่านตอบขรึม ๆ ว่า เงาดำที่เห็นนั้นคือ...ครูบาถาวรเถระปฐมเจ้าอาวาสวัดหลวงศรีเตี้ย ผู้เป็น
เจ้าของวิชาหุงน้ำมันงาดำนี้ และธรรมาสน์อาสนะนั้นท่านก็ได้จัดถวายไว้ให้ครูบาถาวรผู้เป็นบูรพาจารย์ เพราะได้อาราธนาท่านลงมาร่วมพิธีด้วย
ซึ่งท่านก็มาจริง ๆ และที่น้ำมันระเบิดจนเสียหายใช้การไม่ได้นั้น ครูบาถาวรท่านบอกว่า ท่านเป็นผู้ระเบิดทิ้งเอง เพราะหากทำมากก็จะเป็นการช่วยคนมากเกินไป เพราะคนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีศีลมีธรรม ช่วยเขาแล้วเมื่อเขารอดตัวพ้นภัย เขาก็จะไปทำไม่ดีขึ้นอีก ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม ท่านประสงค์ให้น้ำมันวิเศษนี้สงเคราะห์แก่คนดีมีศีลธรรมเท่านั้น
เป็นสุดยอดเหตุผลโดยแท้
เมื่อได้รู้เหตุผลแล้ววัตถุมงคลในพิธีก็ถูกบูชาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันงาดำที่ทำยากเย็นแสนเข็ญที่สุด และถือเป็นเอกลักษณ์ของวัดหลวงศรีเตี้ยกับครูบาสุรินทร์โดยปริยาย
อานุภาพของน้ำมันงาดำนี้คุณทวี เย็นฉ่ำ ได้เคยประสบกับตนเองเมื่อมีพระภิกษุรูปหนึ่งอาพาธอยู่โรงพยาบาล และคุณทวีได้มอบน้ำมันงาดำนี้ให้ไว้บูชาที่หัวเตียง ปรากฏว่าบูชาไประยะหนึ่งน้ำมันก็เดือดเป็นฟองขึ้น ท่านเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะท่านก็อาพาธอยู่แล้ว อยู่มาไม่นานท่านก็ถึงแก่มรณภาพ
ทหารหาญของไทยรายหนึ่งชื่อ สิบเอกเจริญ ทิพย์กาญจนกุล เป็นทหารชุดปฏิบัติการที่สมรภูมิร่มเกล้า พิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. 2532 ก่อนไปรบได้มากราบนมัสการครูบาสุรินทร์ เพื่อขอพรและบูชาวัตถุมงคลไปหลายอย่าง ที่ขาดไม่ได้คือน้ำมันงาดำ
ก่อนออกปฏิบัติการ ส.อ.เจริญจะอาราธนาน้ำมันงาดำขอให้ปกป้องคุ้มครองทุกครั้ง จากนั้นก็จะกินเท่าเมล็ดพุทราและทายังจุดต่าง ๆ ในร่างกายตามที่หลวงปู่สั่ง
วันหนึ่งกองกำลังของ ส.อ.เจริญได้ปะทะกับพวกทหารลาวแดงอย่างจัง พวกมันโจมตีด้วยการปาระเบิดสังหารเข้าใส่ ส.อ.เจริญอยู่ใกล้จุดที่ลูกระเบิดตกที่สุดจึงหลบไม่ทัน โดนผลงานลาวแดงเข้าเต็ม ๆ เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายก็รีบทำการสำรวจตัวเองก่อน ปรากฏว่าไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ทำให้ผู้หมู่มีขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นเป็นกอง นึกเชื่อมั่นในน้ำมันงาดำและครูบาสุรินทร์อีกเป็นเท่าทวีคูณ ครั้นหันไปดูเพื่อนร่วมชะตากรรมก็พบว่าทหารบางนายเสียชีวิตคาที่ด้วยอานุภาพระเบิด หลายคนบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างทั่วกัน มีแต่ ส.อ.เจริญเพียงคนเดียวที่ไม่มีอาการบาดเจ็บเลย
ครั้นเหตุการณ์ศึกร่มเกล้าผ่านไป ส.อ.เจริญก็ตรงแน่วมากราบหลวงปู่ครูบาสุรินทร์ถึงวัดหลวงศรีเตี้ยด้วยความเคารพอย่างที่สุด

ประวัติครูบาอินตา วัดห้วยไทร


ครูบาอินตา อินฺทปัญฺโญ หรือ พระครูถาวรวัยวุฒิ วัดห้วยไซ ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน ท่านเป็นลูกศิษย์ครูบาชุ่ม วัดวังมุย ลำพูน ท่านเป็นพระสหธรรมมิตร กับหลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัตถุมงคล ที่ท่านได้อธิฐานจิตปุกเสกเอาไว้ก็มีอิทธิปาฏิหาริย์จน เป็นที่ลำลือเช่นกันและได้รับความนิยมมาก มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่ามีเด็กวัยรุ่นถูกคู่อริไล่ยิงและถูกยิงจนเสื้อที่ สวมนั้นขาดเป็นรอยลูกกระสูนรูพรุน แต่ลูกกระสูนไม่ได้ผ่านเข้าผิวแค่เป็นรอยจุดแดงซ้ำเป็นยางบอนเจ็บๆแสบๆเท่านั้น ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ที่เข้าไปช่วยเหลือขอดูของดีที่วัยรุ่นคนนั้นพกติดตัว ที่คอของเขามีเพียงของครูบาอินตาเพียงเหรียญเดียว